วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ชื่อ ฮิตเลอร์ (ไม่)สำคัญไฉนในอินเดีย

ชื่อ ฮิตเลอร์ (ไม่)สำคัญไฉนในอินเดีย

เจ้าของร้านไม่ยอมเปลี่ยนโดยอ้างว่า เพราะหมดเงินไปไม่น้อยกับโลโก้ Hitler ที่จุดบนตัว i ทำเป็นรูปสวัสดิกะ สัญลักษณ์นาซี แต่ในที่สุด ก็ทนแรงกดดันทางการเมืองไม่ไหว ประกอบกับรัฐบาลท้องถิ่นตกลงว่าจะจ่ายค่าชดเชยสำหรับการเปลี่ยนชื่อและโลโก้ยังคงมีคำถามกันอยู่ว่าเป็นเพราะความไม่รู้ประวัติศาสตร์ดำมืดของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หรือเป็นแค่การทำโฆษณาแบบไร้รสนิยม ที่ทำให้หนุ่มอินเดียนามว่า ราเชษฐ์ ชาห์ ตั้งชื่อร้านเสื้อผ้าเปิดใหม่ของตน ในเมืองอาห์เมดาบัด รัฐคุชราต ทางตะวันตกของอินเดีย ตามชื่อผู้นำจอมเผด็จการนาซี ผู้นำเยอรมนีช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930 และพยายามยึดครองยุโรปกับสังหารชาวยิวไปเป็นจำนวนมาก จนนักการทูตอิสราเอลและชุมชนชาวยิวที่มีไม่ถึง 500 คนต้องออกมารุมต่อต้านและเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อร้าน เป็นข่าวดังไปทั่วโลก
ออร์นา ซากิฟ กงสุลใหญ่อิสราเอลประจำนครมุมไบ กล่าวว่า เธอรู้สึกประหลาดใจและช็อกเมื่อรู้ว่า มีร้านเสื้อผ้าผู้ชายเปิดใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว ตั้งชื่อว่า ฮิตเลอร์ เธอเชื่อว่าในกรณีนี้ การเลือกชื่อฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการต่อต้านชาวยิว แต่เป็นเพราะความไม่รู้ล้วนๆ กระนั้น ก็ทำร้ายความรู้สึกของชาวยิวในท้องถิ่น ทั่วโลกและในอิสราเอลอย่างมาก
เจ้าของร้านอ้างว่า เริ่มแรก ไม่ทราบว่า ฮิตเลอร์ไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้ถึงได้กลายเป็นชื่อต้องห้าม ตนใช้ชื่อนี้ตามชื่อคุณปู่ของผู้ร่วมหุ้นที่มีชื่อเล่นว่า ฮิตเลอร์ เพราะท่านมีนิสัยเข้มงวด แต่เมื่อรู้ว่าชื่อนี้มีความหมายอย่างไรในเวลาต่อมา ก็ยังตัดสินใจใช้ต่อ เพราะเป็นชื่อที่คุ้นหู จำง่ายและแตกต่าง ลูกค้าหลายคนบอกเราว่า พวกเขาเข้ามาเพราะชื่อร้าน ธุรกิจก็ไปได้ดี
อินเดีย ออกจะแตกต่างจากประเทศอื่น เมื่อชื่อ ฮิตเลอร์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับธุรกิจ ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และแม้แต่ชื่อของคน ชาวอินเดียไม่คิดมากในเรื่องนี้ ที่สำคัญ สวัสดิกะ ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ชาวฮินดูใช้มายาวนานก่อนนาซีจะนำไปใช้
ชื่อร้านเสื้อผ้าในอาห์เมดาบัด เป็นเพียงหนึ่งในธุรกิจอินเดียหลายแห่งที่ใช้บริการ "ชื่อ" ผู้นำนาซีเรียกแขก แต่ดูเหมือนเป็นการเลือกใช้เพราะต้องการเรียกความสนใจ มากกว่าเพราะชื่นชมลัทธินาซี
เมื่อปี 2549 เจ้าของร้านอาหารในมุมไบ ตั้งชื่อร้านกาแฟว่า "Hitler's Cross" (กางเขนของฮิตเลอร์) และใช้สวัสดิกะเป็นโลโก้ แต่ที่สุด ยอมเปลี่ยนชื่อร้านหลังสถานทูตอิสราเอล และเยอรมนี ประท้วง
ปีที่แล้ว "Hitler's Den" (รังหรือถ้ำของฮิตเลอร์) เป็นชื่อสถานเล่นพูลในเมืองนาคปุระ ซึ่งเจ้าของให้เหตุผลว่า แค่อยากหาอะไรบางอย่างที่แตกต่างจำง่าย ชื่อนี้ดึงดูดลูกค้าและทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จัก เมื่อชุมชนชาวยิวประท้วง เจ้าของไม่ยอมเปลี่ยน และยืนยันว่า ไม่ได้เข้าข้างฮิตเลอร์หรือความเชื่อของคนผู้นี้
มหาตมะ คานธี บิดาของประเทศอินเดียและสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เคยเขียนจดหมายถึงฮิตเลอร์เมื่อ 23 กรกฎาคม 1939 เรียกร้องให้เขาอย่าก่อสงคราม ทั้งสองมีศัตรูเดียวกันคือ อาณาจักรอังกฤษ
ปีที่แล้ว บอลลีวู้ดเคยทำภาพยนตร์ "คานธี ทู ฮิตเลอร์" (จากคานธีถึงฮิตเลอร์) ว่าด้วยเรื่องราวการตีตัวออกห่างจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษ 
ที่รัฐปัญจาบ สร้างภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้ "ฮีโร่ ฮิตเลอร์ อิน เลิฟ" (วีรุบุรุษฮิตเลอร์ในห้วงรัก) เมื่อปีที่แล้วเช่นกัน
จอแก้วก็ไม่น้อยหน้า ละครชุดทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ก็ทำละครเกี่ยวกับสตรีจอมเผด็จการเมื่อปีที่แล้ว ชื่อว่า "ฮิตเลอร์ ดีดี" หรือ "ฮิตเลอร์ ซิสเตอร์" ก่อนตั้งชื่อใหม่เป็น "เจเนรัล ดิดี" หลังถูกกลุ่มชาวยิวในสหรัฐประท้วง
และ Mein Kampf หรือ "การต่อสู้ของขาพเจ้า" ที่ฮิตเลอร์บอกเล่าทฤษฎีความสูงส่งเผ่าพันธุ์ของตนเอง และหลายประเทศมองว่าเป็นคัมภีร์นาซี แต่ในอินเดียกลับถือเป็นคู่มือพัฒนาตนเองและตำรายุทธศาสตร์การบริหารสำหรับนักศึกษาและผู้นำธุรกิจ ซึ่งหลายคนไม่ปิดบังว่าหนังสือเล่มนี้คือแรงบันดาลใจ ด้วยมองว่าเป็นเรื่องราวชายคนหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์ ลงมือวางแผน และทำสำเร็จได้จริง
นอกจากนี้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ยังเป็นชื่อสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลคนหนึ่งจากรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย
"พ่อกับแม่อาจชอบชื่อนี้ ก็เลยตั้งชื่อผมว่า ฮิตเลอร์ ผมก็มีความสุขดีกับชื่อ แต่ไม่ได้ชอบเผด็จการ" อด็ฃอล์ฟ ลู ฮิตเลอร์ อาร์ มารัก กล่าวกับฮินดูสถาน ไทมส์
ในความเห็นของนักวิชาการอย่างนายเอเอฟ แมทธิว ที่สอนด้านสังคมวิทยา วัฒนธรรมและภาพยนตร์ศึกษา สถาบันการบริหารโคชิโคเด มองว่าการใช้ชื่อ ฮิตเลอร์ ถี่ขึ้น กลับมาพร้อมกับกระแสนิยมพรรคขวาจัด เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่ง
ด้าน เอสเทอร์ เดวิด นักเขียน ศิลปินและนักประติมากรรมชาวอินเดียเชื้อสายยิวชื่อดัง ในเมืองอาห์เมดาบัด กล่าวว่า รู้สึกช็อกที่ชื่อนี้ถูกนำมาใช้ทำการตลาดอย่างไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น หรืออาจเป็นเพราะโครงสร้างสังคมที่เสื่อมทรามลงจนทำให้ผู้คนไม่ตระหนักอีกต่อไปว่า การใช้ชื่อฮิตเลอร์ตั้งชื่อร้าน มีนัยสำคัญอย่างไร
"สำนึกทางประวัติศาสตร์สูญหาย จำเป็นที่จะต้องสอนนักเรียนนักศึกษาว่านาซีและฮิตเลอร์ ได้ทำอะไรไว้กับโลกในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองและการสังหารหมู่ชาวยิว 6 ล้านคน หากยังมีความเข้าใจผิดๆ ว่า ฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ อาจเป็นจุดกำเนิดของอุดมการณ์ขวาจัดในอินเดียได้" เดวิด กล่าว

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

จริยธรรมนักข่าว



จริยธรรมวิชาชีพของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

  1. ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของการเสนอข่าวและความคิดเห็น
  2. ให้ประชาชนได้ทราบข่าวเฉพาะที่เป็นจริง การเสนอข่าวสารใด ๆ ออกพิมพ์โฆษณาเผยแพร่ ถ้าปรากฏว่าไม่ตรงต่อความเป็นจริง ต้องรีบจัดการแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็ว                                    
  3. ในการได้มาซึ่ง ข่าว ภาพ หรือข้อมูลอื่นใด มาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพและซื่อสัตย์เท่านั้น
  4. เคารพในความไว้วางใจของผู้ให้ข่าว และรักษาไว้ซึ่งความลับของแหล่งข่าว
  5. ปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยมุ่งหวังต่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือหมู่คณะโดยไม่ชอบธรรม
  6. ไม่กระทำการอันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพ หรือความสามัคคีของเพื่อนร่วมวิชาชีพ


ที่มา : http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=70:ethical-journalist-reporters-association-of-thailand&catid=136:2011-03-25-09-46-24&Itemid=78

Gangnum Style

ของเค้าดีจริง อย่างฮา



ที่มา:http://www.youtube.com/watch?v=9bZkp7q19f0

ภายใต้ท้องฟ้าสีดำ

น้องบี เดอะกาว
เด็กเก่ง เด็กแนวของ MC



ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=GRy9KNmh9u4&feature=relmfu

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชัมบาลา เข้าแล้วๆ ^^



คนแต่ละคนออกเดินทางด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
แต่สำหรับผู้ชาย 2คน ที่ต่างมีมุมมองและเรื่องราวความรักต่างกัน

อนันดา เอเวอริงแฮม >>> เขา.. ออกเดินทางพร้อมความหลัง
ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ >>> เขา.. ออกเดินทางด้วยความหวัง

ว่ากันว่า ที่นั่นคือ "สวรรค์" คือ "ความสงบ"
การเดินทางไกล ในดินแดนหลังคาโลก
เพื่อศรัทธาแห่ง "รัก"
ชัมบาลา





เปิดบันทึกการเดินทางสู่เรื่องราวของ "ชัมบาลา"

วุฒิ(ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ชายหนุ่มสุดเซอร์ผู้ที่ยึดมั่นในความรักมากกว่าสิ่งใด และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ น้ำ(ฝน นลินทิพย์ เพิ่มภัทรสกุล) แฟนสาวผู้ที่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิต เธอจะเดินทางไปถึง ชัมบาลา ดินแดนที่ผู้คนเชื่อกันว่า เป็นประตูของโลกที่อยู่ในจุดที่ใกล้กับสวรรค์มากที่สุด
แต่เมื่อร่างกายที่ไม่อำนวยเธอจึงยกความฝันนั้นให้แก่วุฒิ ไปเยือนชัมบาลาแทนเธอ วุฒิแบกความหวังของน้ำโดยหวังที่จะเติมเต็มความฝันครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะจากโลกนี้ไป เดินทางสู่ชัมบาลา พร้อมกับ ทิน(อนันดา เอเวอริงแฮม) พี่ชายสุดกาก แถม ไม่กินเส้น ที่อาสาเดินทางไปเป็นเพื่อนถ่ายภาพ ช่วยเก็บหลักฐานการเยือนธิเบตของวุฒิ และ สักครั้งที่เขาทั้งคู่จะไปถึงชัมบาลา
ทินเดินทางสู่ชัมบาลา พร้อมการแบกความหลังของความผิดหวังจากเจน(โอซา แวง)หญิงสาวที่เขารัก ฉากหน้าเขาเลือกที่จะเดินทางไปเยือนดินแดนแห่งนี้ เพียงเพื่อเป็นตัวป่วนน้องชาย แต่ส่วนลึกในใจ เขาไปเพื่อลืมบางอย่างในก้นบึ้งหัวใจของเขา
อาการหนาว ความเหนื่อย แรงกดอากาศสูง และ ออกซิเจนที่น้อยเกินไป กลายเป็นคำถามในใจของพี่น้องคู่นี้ ว่า เส้นทางที่พวกเขาเดินไป จะใช่เส้นทางสู่สวรรค์อย่าง ชัมบาลา แน่หรือ

ที่มา : http://movie.sanook.com/32305/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2/

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กฎหมายสื่อมวลชน

สิทธิเสรีภาพ และข้อจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  มาตรา 45 
“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้
การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็น ทั้งหมด หรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง
การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้น ตามวรรคสอง
เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย
การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้”

ที่มา
http://www.enlightened-jurists.com

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การเขียนบทความ

ความหมายและลักษณะของบทความ

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กล่าวถึงความหมายของบทความ
และลักษณะที่น่าสังเกตของบทความในหนังสือพิมพ์ไว้ พอสรุปได้ว่า บทความ หมายถึง เรื่องที่ให้สาระ
ข้อเท็จจริง ความรู้ เสนอความคิดเห็น แตกต่างจากบันเทิงคดี
บทความในหนังสือพิมพ์จะมีลักษณะที่น่าสังเกตคือ จะมีเนื้อหาไม่ยาวมากนัก ใช้ย่อหน้าสั้นๆ นำเรื่องพื้นๆ
ที่รู้ๆ กันอยู่แล้วมาตีพิมพ์ หรือนำเรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้ามมาเติมสีสันให้น่าอ่าน
บทความอาจมีการเน้นเนื้อหาที่ตัวเหตุการณ์และแนวโน้มในอนาคต 

ฉะนั้น บทความจึงเป็นความเรียงประเภทหนึ่งซึ่งมีจุดประสงค์หลายลักษณะ เช่น เพื่อแสดงความรู้
เสนอข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์วิจารณ์ ฯลฯ โดยต้องเขียนอย่างมีหลักฐาน มีเหตุผล
น่าเชื่อถือ หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้องเป็นไปในทางสร้างสรรค์

ประเภทของบทความ

เมื่อแบ่งตามเนื้อหา บทความจะแบ่งได้เป็น 11 ประเภท ได้แก่

1. บทบรรณาธิการ
เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่งที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นๆ
ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

2. บทความสัมภาษณ์ 
เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง
หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลนั้น หรือจากการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนในหัวข้อเดียวกัน

3. บทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์
หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนเสนอความคิดเห็นสนับสนุน หรือคัดค้าน
หรือทั้งสนับสนุนและคัดค้านความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันของคนอื่นๆ เป็นต้น

4. บทความวิเคราะห์ 
เป็นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งซึ่งผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอ
ียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้น
ผู้เขียนเสนอความคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวนั้นอย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล
เพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เกิดความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น
บทความวิเคราะห์ข่าว และบทความวิเคราะห์ปัญหา

5. บทความวิจารณ์ 
เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ เช่น
“บทบรรณนิทัศน์” ซึ่งแสดงความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือที่พิมพ์ออกใหม่ เพื่อแนะนำหนังสือ
“บทวิจารณ์วรรณกรรม” แสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์และประเมินค่าโดยใช้หลักวิชาและเหตุผล
เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักวรรณกรรมเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และ “บทวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ”
ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบทวิจารณ์วรรณกรรมแต่นำผลงานที่เป็นศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ภาพเขียน
ดนตรี มาวิจารณ์

6. บทความสารคดีท่องเที่ยว มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญในด้านต่างๆ เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
ชักชวนให้สนใจไปพบเห็นสถานที่นั้นๆ 

7. บทความกึ่งชีวประวัติ เป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ
หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อชื่นชม ยกย่อง เจ้าของประวัติ
และชี้ให้ผู้อ่านได้แง่คิดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

8. บทความครบรอบปี มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่อง เกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์
พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เช่น วันสำคัญทางศาสนา ทางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ
เป็นต้น ที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น วันวิสาขบูชา วันคริสต์มาส

เป็นต้น

9. บทความให้ความรู้ทั่วไป ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่วๆ
ไปที่ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและบุคลิกภาพ
เคล็ดลับการครองชีวิตคู่ เป็นต้น

10. บทความเชิงธรรมะ จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่วๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ
ให้แนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวพุทธปรัชญา
ปัจจุบันบทความลักษณะนี้มีมากขึ้น
เพื่อให้ผู้อ่านมีแนวทางการดำเนินชีวิตในสังคมที่วิกฤตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น

11. บทความวิชาการ มีเนื้อหาแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ
ผู้เขียนอาจจะเสนอเฉพาะเนื้อหาสาระทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระข้อเท็จจริง
และแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ก็ได้ หรืออาจเสนอผลการวิจัย

การใช้ภาษาในการเขียนบทความ

การใช้ภาษาในการเขียนบทความควรพิจารณาใน 3 ประเด็น ได้แก่

1. ระดับภาษา

การเขียนบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ควรพิจารณาใช้ระดับภาษาทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ ภาษาปาก
ภาษาไม่เป็นทางการ ภาษากึ่งทางการ และภาษาทางการ
โดยผู้เขียนจะต้องเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ประเภทของบทความ เนื้อหา
และกลุ่มผู้อ่านเช่น กรณีที่เขียนบทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์
ควรใช้ภาษาพูดในระดับไม่เป็นทางการ จนถึงภาษาพูดและภาษาเขียนระดับกึ่งทางการ
หากมีบางตอนหรือบางข้อความที่ต้องการแสดงอารมณ์ ประชดประชัน เหน็บแนม อย่างชัดเจน
อาจจะใช้ภาษาพูดระดับภาษาปาก ที่ไม่หยาบคายก็ได้ 

กรณีเขียนบทความให้ความรู้ทั่วไป บทความสารคดีท่องเที่ยว ควรใช้ภาษาพูดในระดับภาษาปาก
เพื่อให้เกิดความเป็นกันเองกับผู้อ่าน จูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านและปฏิบัติตามคำแนะนำ
หรืออาจจะใช้ภาษาพูดในระดับไม่เป็นทางการ หรือกึ่งทางการ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของบทความ
และกลุ่มผู้อ่านอีกด้วย

กรณีเขียนบทความสัมภาษณ์ ควรใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้ให้สัมภาษณ์ และเรื่องราวที่สัมภาษณ์
รวมทั้งกลุ่มผู้อ่าน ผู้เขียนจึงสามารถเลือกใช้ระดับภาษาได้ตั้งแต่ ภาษาพูดระดับภาษาปาก
จนถึงภาษาเขียนระดับทางการ

กรณีเขียนบทความกึ่งชีวประวัติ บทความวิจารณ์วรรณกรรม บทความวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ
ซึ่งต้องการความน่าเชื่อถือ และให้เกียรติแก่งานวรรณกรรมหรือศิลปะ จึงควรใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ
จนถึงภาษาในระดับทางการ

กรณีเขียนบทความเชิงธรรมะ และเชิงวิชาการ ควรใช้ภาษาเขียนกึ่งทางการจนถึงระดับทางการ
เพื่อให้เกิดความชัดเจน น่าเชื่อถือ 

อย่างไรก็ตาม หากผู้เขียนต้องการสร้างเอกลักษณ์ หรือลีลาการเขียนเฉพาะตน
ก็สามารถเลือกใช้ระดับภาษาได้ตามความต้องการของตนเอง

2. โวหาร

กรณีเขียนบทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ปัญหา
ควรใช้บรรยายโวหารเป็นหลัก มีโวหารประกอบ เช่น อุปมาโวหาร สาธกโวหาร เทศนาโวหาร เป็นต้น
เพื่อแสดงเหตุผลโน้มน้าวใจผู้อ่าน

กรณีเขียนบทความให้ความรู้ทั่วไป ควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นหลัก มีโวหารประกอบได้แก่ สาธกโวหาร
เพื่อให้เกิดความชัดเจนแจ่มแจ้ง

กรณีเขียนบทความสารคดีท่องเที่ยว บางตอนควรเลือกใช้พรรณนาโวหาร เพื่อให้เห็นความงดงามของทัศนียภาพ
นอกเหนือจากการใช้บรรยายโวหาร ส่วนโวหารประกอบได้แก่ อุปมาโวหาร สาธกโวหาร
กรณีที่ต้องการเล่าเกร็ดความรู้ ตำนาน นิทานต่างๆ ประกอบสถานที่

กรณีเขียนบทความสัมภาษณ์ บทความกึ่งชีวประวัติ บทความวิจารณ์วรรณกรรม หรือศิลปะแขนงอื่นๆ บทความวิชาการ
ควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นโวหารหลัก ส่วนโวหารประกอบได้แก่ สาธกโวหาร

กรณีเขียนบทความเชิงธรรมะ ควรเลือกใช้บรรยายโวหารเป็นโวหารหลัก ส่วนโวหารประกอบได้แก่ เทศนาโวหาร
อุปมาโวหาร และสาธกโวหาร

3. ภาพพจน์

การเขียนบทความควรเลือกใช้ภาพพจน์เพื่อสร้างภาพให้เกิดในความคิด
ตลอดจนเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้อ่าน รวมทั้งแสดงอารมณ์
ความรู้สึกอย่างแท้จริงของผู้เขียน ภาพพจน์จะทำให้งานเขียนมีอรรถรสมากขึ้น
และแสดงลีลาการเขียนของผู้เขียนแต่ละคน บทความทุกชนิดสามารถใช้ภาพพจน์ได้ตามความเหมาะสม เช่น 

บทความแสดงความคิดเห็นทั่วไป บทความวิเคราะห์ข่าว บทความวิเคราะห์ปัญหา มักจะใช้การอุปมา อุปลักษณ์
ปฏิภาคพจน์ อติพจน์ ปฏิปุจฉา นามนัย เป็นต้น

บทความสารคดีท่องเที่ยว มักจะเลือกใช้ภาพพจน์เช่น อุปมา อุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อติพจน์ สัญลักษณ์
เป็นต้น

ส่วนบทความชนิดอื่นๆ มักจะเลือกใช้การอุปมา อุปลักษณ์ ปฏิปุจฉา เป็นต้น
แต่บทความวิชาการมักจะไม่ใช้ภาพพจน์ในการเขียนบทความประเภทนี้
เพราะต้องการแสดงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน มากกว่าจะให้เกิดภาพ หรืออรรถรส

ลักษณะของบทความที่ดี

บทความที่ดีควรมีลักษณะ 4 ประการ ดังนี้

1. มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
มีทิศทางของเนื้อหาเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ

2. มีสารัตถภาพ กล่าวคือ ผู้เขียนต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญให้ชัดเจนว่าต้องการนำเสนอแนวคิดสำคัญอะไร
ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น
เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักของเรื่องเสมอๆ

3. มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ
และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
ด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจน
นอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น

4. มีความสมบูรณ์ กล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง
อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ
ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียน ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่าน
นั่นเอง

ขั้นตอนการเขียนบทความ

1. การเลือกเรื่อง ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้

- เลือกเรื่องที่ตนเองสนใจ เป็นที่น่าสนใจ และคนส่วนใหญ่กำลังสนใจ ทันสมัย
ทันเหตุการณ์

- เลือกเรื่องที่ผู้เขียนมีความรู้ มีประสบการณ์
ตลอดจนเป็นเรื่องที่ผู้เขียนต้องการเสนอความคิดแก่ผู้อ่าน

- เลือกเรื่องที่ผู้เขียนสามารถหาแหล่งค้นคว้า หรือหาข้อมูลมานำเสนอในงานเขียนได้

- เลือกเรื่องที่มีความยาว ความยาก ความง่าย พอเหมาะกับความสามารถของผู้เขียน
เวลาที่ได้รับมอบหมาย หน้ากระดาษ และคอลัมน์ที่ตนรับผิดชอบ

2. กำหนดจุดมุ่งหมาย โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าเขียนเพื่ออะไร เช่น ให้ความรู้
เสนอความเห็น โน้มน้าวใจ ให้แนวคิดในการดำเนินชีวิต เขียนให้ใครอ่าน เช่น กลุ่มมวลชน
กลุ่มผู้มีการศึกษาสูง เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ เป็นต้น

3. กำหนดแนวคิดสำคัญ หรือประเด็นสำคัญ หรือแก่นเรื่อง 
ต้องกำหนดว่าบทความเรื่องนี้จะเสนอแนวคิดสำคัญ หรือมีแก่นเรื่องอะไรให้แก่ผู้อ่าน
เพื่อจะได้นำเสนอเนื้อหา ถ่ายทอดถ้อยคำประโยคต่างๆ เพื่อมุ่งสู่แก่นเรื่องนั้น

4. ประมวลความรู้ ความคิด ต้องค้นคว้าหาข้อมูลให้เพียงพอที่จะเขียน
จากแหล่งความรู้ต่างๆ หรือการสัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น

5. วางโครงเรื่อง กำหนดแนวทางการเขียนว่าจะนำเสนอสาระสำคัญ แยกเป็นกี่ประเด็น
ประเด็นใหญ่ๆ มีอะไรบ้าง ในประเด็นหลักมีประเด็นย่อยๆ มีตัวอย่าง มีเหตุผล
เพื่อสนับสนุนประเด็นหลักอย่างไรบ้าง การวางโครงเรื่องจะช่วยให้เขียนเรื่องได้ง่าย ไปในทิศทางที่ต้องการ
ไม่สับสน ไม่กล่าวซ้ำซาก ไม่นอกเรื่อง

6. การเขียน ได้แก่ 

- การเขียนขยายความให้ข้อมูลในแต่ละประเด็น มีการอธิบาย ยกเหตุผลประกอบ กล่าวถึงข้อมูลประกอบ
อาจเป็นสถิติ ตัวเลข ตัวอย่างเหตุการณ์ ตำนาน นิทาน เป็นต้น 

- เขียนคำนำและสรุปด้วยกลวิธีที่เหมาะสมกับประเภทของเนื้อหาบทความ

- การใช้ภาษา ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับจุดมุ่งหมาย การเขียน ประเภท
เนื้อหา ดังที่กล่าวมาแล้ว

- การสร้างลีลาการเขียนเฉพาะตัว 
สร้างได้โดยการเลือกใช้ภาษาให้เป็นเอกลักษณ์ เช่นการใช้ระดับภาษาปาก เล่นคารมโวหาร มีคำเสียดสี
มีการแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน หรือมีการสร้างคำใหม่มาใช้อยู่เสมอๆ เป็นต้น


ที่มา:http://www.eduzones.com/knowledge-2-1-19762.html